คนแรกที่รักได้ (คนสุดท้ายที่จะไม่รัก) - คิดถึง แม่
0">                                             

 การเตรียมตัวเพื่อการคลอด                                           

                    การตั้งครรภ์และการคลอดเป็นประสบการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของสตรี การคลอดแม้จะเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็ทำให้คุณแม่มีความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆได้มาก เช่น กลัวความเจ็บปวด กลัวว่าตนเอง และลูกน้อยที่คลอดออกมาจะได้รับอันตราย และกลัวสิ่งแวดล้อมที่ตนเองไม่คุ้นเคยเป็นต้น ความกลัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดความตึงเครียด และความตึงเครียดจะทำให้เกิดความเจ็บปวด วนเวียนเกี่ยวเนื่องกันเป็นวงจร  ' ความกลัว ความเครียด และความเจ็บ' ซึ่งจะมีผลกระทบ ทำให้คุณแม่เกิดความไม่สุขสบาย ในระยะคลอดเพิ่มขึ้น และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา  
                                ส่วนหนึ่งความกลัวเกิดจากขาดความรู้เกี่ยวกับการคลอด ไม่เข้าใจกระบวนการคลอด หรืออาจได้รับการบอกเล่าที่ไม่ถูกต้อง หรือได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ทำให้มีทัศนคติว่าการคลอดเป็นสิ่งที่น่ากลัว มีความเจ็บปวดและทุกขทรมานเป็นอย่างมาก ความไม่รู้ร่วมกับความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้ จะทำให้เกิดความกลัวและความตึงเครียดมากขึ้น จึงพบได้เสมอว่า คุณแม่ที่ไม่ได้รับการเตรียมตัวเพื่อการคลอดส่วนใหญ่จะเจ็บครรภ์มาก ควบคุมตนเองไม่ได้ คลอดล่าช้า ต้องการยาระงับความเจ็บปวด ต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอด
                         ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อการคลอดมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้คุณแม่ได้รับความรู้ เกิดความเข้าใจในกระบวนการคลอด มีโอกาสฝึกวิธีเผชิญกับความเจ็บปวดในระยะคลอด ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น สามารถควบคุมความเจ็บปวด บรรเทาความไม่สุขสบายรวมทั้งมีทัศนคตที่ดีต่อการคลอด

                   สรุปประโยชน์จากการเตรียมตัวคลอด       

                       • สามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในทุกระยะของการคลอด       มีประสบการณ์ร่วมกับสามี ในการเตรียมตัวเป็นคุณแม่และคุณพ่อ รวมทั้งเพิ่มพูนความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน      • ลดความต้องการใช้ยาระงับปวดในระยะคลอด      • ระยะคลอดสั้นลงรวมทั้งมีอันตรายและภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดลดลง      • ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการคลอด ช่วยให้คุณแม่ คุณพ่อ และลูกน้อยสร้างความรัก ความผูกพันได้รวดเร็วหลังการคลอด        

 

 

 คุณแม่จะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเตรียมตัวคลอด             

- การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย และจิตใจในระยะตั้งครรภ

- การปฏิบัติตัวในระยะตั้งครรภ             

- การป้องกันและการแก้ไขความไม่สุขสบาย ที่เกิดขึ้นร่วมกับการตั้งครรภ   

- การสังเกตุอาการผิดปกติ และภาวะแทรกซ้อน ทั้งของคุณแม่และลูกน้อย   

- กระบวนการคลอดและระยะต่างๆของการคลอด   

- การทรงตัวและการบริหารร่างกาย            

- การฝึกวิธีการเผชิญกับความเจ็บปวด ในระยะคลอด         

- การช่วยคลอดโดยการใช้เครื่องมือ            

- การเตรียมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่              

-  การเตรียมของใช้สำหรับคุณแม่และลูกน้อย                

- อาการนำสู่ระยะคลอด             

- การเตรียมตัวมาคลอด              

- ขั้นตอนการมารับบริการคลอด            

- สภาพแวดล้อมและบริการที่จะได้รับในห้องคลอด            

- การดูแลลูกน้อยแรกเกิด

 

คุณแม่จะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเตรียมตัวคลอด                        

            กระบวนการคลอดและระยะต่างๆของการคลอด                                                   

                                 การคลอดคืออะไร    

                        การคลอดคือการที่ลูกน้อย น้ำคร่ำและรก ถูกขับออกจากมดลูกสู่ภายนอก       การที่คุณแม่จะคลอดได้เองหรือไม่ คลอดง่ายหรือคลอดยาก คลอดเร็วหรือคลอดช้า พิจารณาได้จากองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่1. แรงผลักดัน เกิดจากแรงสองแรงร่วมกันคือ แรงหดรัดตัวของมดลูกและแรงเบ่งของคุณแม่2. ช่องทางคลอด เป็นช่องทางที่ลูกน้อยจะเคลื่อนตัวผ่านออกมาสู่ภายนอก ส่วนที่สำคัญคือ ช่องเชิงกราน ปากมดลูก และช่องคลอด3. สิ่งที่คลอดออกมาคือ ลูกน้อย รก และน้ำคร่ำ 4. สุขภาพทางกายของคุณแม่5. ความพร้อมทางด้านจิตใจของคุณแม่

                        การคลอดใช้เวลานานหรือไม่ ?        

เวลาที่ใช้ในการคลอดของคุณแม่แต่ละคนอาจแตกต่างกัน

                  ระยะที่ 1           ระยะปากมดลูกเปิด เริ่มตั้งแต่ เจ็บครรภ์จริง จนปากมดลูกเปิดหมด (10 เซนติเมตร) ใช้เวลาประมาณ 6 - 12 ชั่วโมง 

                ระยะที่ 2             ระยะเบ่งคลอด ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1  ชั่วโมง

                ระยะที่ 3             ระยะรกคลอด 15 - 30 นาที

               ระยะที่             ระะยะหลังคลอดระยะแรก ที่ยังต้องดูแลในห้องคลอด เป็นเวลา 2 ชั่วโมง 
 

คุณแม่จะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเตรียมตัวคลอด       

จะทราบได้อย่างไรว่าใกล้คลอด ?      

                                       เมื่อมาฝากครรภ์คุณแม่จะได้รับแจ้งเกี่ยวกับกำหนดวันคลอด ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากกำหนดจริง ประมาณ 2 สัปดาห์ และอาจมีอาการแสดงว่าใกล้คลอดล่วงหน้า ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตได้เอง คือ                          

 1. ท้องลดและปัสสาวะบ่อย          

                                      สาเหตุเกิดจากส่วนนำหรือศีรษะของลูกน้อยเคลื่อนลงสู่ช่องเชิงกราน คุณแม่จะรู้สึกว่าหายใจสะดวกขึ้น แต่กระเพาะปัสสาวะจะถูกกดเบียด ทำให้ความจุน้อยลง คุณแม่จึงเกิดความรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น                        

  2. อาการเจ็บครรภ์เตือน      ในระยะใกล้คลอด มดลูกจะมีการหดรัดตัวจนคุณแม่รู้สึกได้ แต่ในระยะแรกจะไม่รุนแรง และไม่สม่ำเสมอ อาการนี้จะหายไปเมื่อทำกิจกรรมอื่น

ข้อควรระวัง
                        ควรงดร่วมเพศโดยเฉพาะในระยะ 2 สัปดาห์ ใกล้คลอด และควรรีบมาโรงพยาบาลเมื่อพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้
ลูกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้น หรือดิ้นรุนแรงแล้วหยุดดิ้น ถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว สังเกตได้จากมีน้ำใสๆ ไม่ใช่มูกหรือปัสสาวะไหลออกมาทางช่องคลอดและอาจมี หรือไม่มีอาการเจ็บครรภ์ร่วมด้วย         

คุณแม่ควรมาคลอดเมื่อไร ?       

                      แม้ว่ายังไม่ถึงกำหนดคลอดก็ตาม แต่เมื่อใดที่คุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรเตรียมตัวมาคลอดทันที       

1. มีอาการเจ็บครรภ์จริง
          • ปวดบริเวณหลังหรือบั้นเอว ร้าวมาทางหน้าท้อง และลงไปถึงต้นขา ขณะที่มีการหดรัดตัวของมดลูก
          • มดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ ถี่ขึ้น ยาวนานขึ้นและแรงขึ้น แม้ว่าจะเปลี่ยนท่าทาง นอนพัก ลุกเดินหรือทำงาน อาการดังกล่าวก็ยังคงอยู่และเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในระยะแรกอาจหดรัดตัวทุก 30 นาที นาน 10-15 วินาที ในระยะต่อมาหดรัดตัวถี่ขึ้นเป็นทุก 10 - 15   นาที นาน 20 - 30 วินาที เป็นต้น
      2. มีมูกหรือมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด เนื่องจากปากมดลูกเริ่มมีการเปิดขยาย
      3. มีน้ำคร่ำไหลออกมาทางช่องคลอด ที่เรียกว่า " น้ำเดิน "  เนื่องจากถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว
     

 ข้อควรปฏิบัติสำหรับคุณแม่เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะคลอด      

จดจำเวลาเริ่มเจ็บครรภ์จริง มีมูกหรือมูกเลือดออก และเวลาที่น้ำเดิน      

สังเกตลักษณะและจำนวนน้ำคร่ำ     

ทำความสะอาดร่างกาย(อาบน้ำและสระผม)     

เตรียมบัตรประจำตัวผู้รับบริการ สมุดฝากครรภ์และของเครื่องใช้ที่จำเป็นมาโรงพยาบาล     

งดน้ำและอาหารถ้ามารดาเคยได้รับ  การผ่าท้องคลอด 

 

คุณแม่จะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเตรียมตัวคลอด      

สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องเตรียมให้พร้อมเมื่อคลอด     

               1. เอกสารสำคัญได้แก่ บัตรประจำตัวผู้รับบริการ ,สมุดฝากครรภ์ ,ถ่ายเอกสารบัตรประชาชนของคุณแม่และคุณพ่อ  สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานลดหย่อนค่ารักษาพยาบาล(สิทธิบัตร ถ้ามี) หนังสือส่งตัวกรณีรับราชการ     

             2. ของใช้สำหรับคุณแม่ ได้แก่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ หวี เครื่องสำอางค์ที่ใช้ประจำ ผ้าอนามัย (มีจำหน่ายที่โรงพยาบาล) เสื้อยกทรงที่พอดีกับเต้านม และเตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่กลับบ้าน1ชุด     

            3. ของใช้สำหรับลูกน้อย ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าอ้อม ถุงมือ ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว หมวก และเตรียมผ้าสำหรับห่อตัวลูกน้อยเมื่อจะกลับบ้านด้วย ส่วนของใช้อื่นๆ เช่นสบู่ แป้ง หวี สำลี อ่างอาบน้ำ และเบาะนอนยังไม่จำเป็นต้องนำมาด้วย    

               • คลอดปกติ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3000 - 3500 บาท 

               • ผ่าท้องคลอด มีค่าใช้จ่ายประมาณ 10000 - 12000 บาท        

                        คุณแม่ควรเตรียมเอกสารสำคัญไว้ให้พร้อม ส่วนของใช้ที่จำเป็น เตรียมให้ครบ จัดใส่ตะกร้า หรือถุงไว้ มิฉะนั้นอาจจะขลุกขลัก สำหรับสบู่และแป้ง ควรเตรียมขนาดเล็กก่อน เพราะบางรายอาจเกิดอาการแพ้ได้         เครื่องประดับและของมีค่าควรถอดเก็บไว้ที่บ้าน        

สภาพแวดล้อมและบริการที่คุณแม่จะได้รับจากห้องคลอด  

                           ขอต้อนรับคุณแม่สู่ห้องคลอด................         เมื่อคุณแม่มาถึงห้องคลอด ซึ่งเป็นห้องที่สะอาด คุณแม่จะต้อง เปลี่ยนรองเท้า และเครื่องแต่งตัวเสียใหม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันและลดการติดเชื้อ          ภายในห้องคลอดโดยทั่วไปจะแบ่งสถานที่ เป็นห้องต่างๆ เพื่อสะดวกในการให้บริการ ที่สำคัญคือ
ห้องเตรียมคลอด
ห้องรอคลอด
ห้องทำคลอด
ห้องผ่าตัด
และห้องพักหลังคลอด 
  

คุณแม่จะได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเตรียมตัวคลอด    

บริการที่คุณแม่จะได้รับในห้องเตรียมคลอด     

                 1. การซักถามเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของคุณแม่ และครอบครัวทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการคลอด การตั้งครรภ์ และการฝากครรภ์ รวมทั้งสาเหตุสำคัญของการมาโรงพยาบาล     

              2. การตรวจร่างกายทั่วไป ประกอบด้วย การชั่งน้ำหนัก วัดอุณหภูมิ ชีพจร การหายใจ และความดันโลหิต การประเมินภาวะซีด บวมและความผิดปกติอื่นๆ     

             3. การตรวจปัสสาวะ     

            4. การตรวจครรภ์ และการประเมิน สภาวะลูกน้อยในครรภ์     

             5. การตรวจทางช่องคลอด เพื่อประเมิน ความบาง และการเปิดขยายของปากมดลูก สภาพกระดูกเชิงกราน สภาพถุงน้ำ ลักษณะน้ำคร่ำ ท่าและระดับส่วนนำของลูกน้อย     

             6. การโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ และการสวนอุจจาระ      

              7. บางรายอาจต้องมีการตรวจพิเศษ อื่นๆ เช่น การตรวจน้ำคร่ำในรายที่สงสัยว่ามีถุงน้ำทูนหัวแตกหรือรั่ว        บริการที่คุณแม่จะได้รับในห้องรอคลอด         

                        คุณแม่ที่ได้การตรวจพบว่า ปากมดลูกเปิดมากแล้ว และจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จะต้องพักอยู่ในห้องรอคลอด เจ้าหน้าที่จะแนะนำสิ่งแวดล้อม และอธิบายเกี่ยวกับแผนการรักษาพยาบาลให้ทราบ หากคุณแม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ เพราะความเข้าใจและความร่วมมือที่ดี ของคุณแม่จะเป็นประโยชน์อย่ายิ่งสำหรับการรักษาพยาบาล สามีและญาติผู้ใกล้ชิดจะสามารถเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ได้ตามเวลาที่กำหนด เช่นตอนเที่ยง ซึ่งจะช่วยเหลือและให้กำลังใจคุณแม่ได้อย่างมาก บริการที่คุณแม่จะได้รับมีดังนี้      

1. การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในกรณีที่คุณแม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารทางปาก      

2. การประเมินความก้าวหน้าของการคลอด โดยการตรวจสอบการหดรัดตัวของมดลูก และการตรวจภายในทางช่องคลอดเป็นระยะ      

3. การประเมินสภาวะของลูกน้อย ในครรภ์ โดยการฟังเสียง หัวใจ ลักษณะและจำนวนน้ำคร่ำ รายที่สงสัยว่าเด็กอยู่ในภาวะอันตราย หรือคุณแม่มีความเสี่ยงที่อาจทำให้ลูกน้อยขาดออกซิเจน ก็จะได้รับการตรวจประเมินโดยเครื่องมืออิเลคโทรนิค หรือ เครื่องอัลตราซาวด์ตามความเหมาะสม       

4. อาจได้รับการเร่งคลอดโดยวิธีให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก การเจาะถุงน้ำทูนหัว      

5. การวัดอุณหภูมิของร่างกาย ชีพจร การหายใจ และความดันโลหิต      

6. การดูแลเกี่ยวกับความสุขสบายทั่วไป       

7. คุณแม่จะได้รับการบรรเทาความเจ็บปวด โดยการผ่อนคลาย ฟังเพลงเพราะๆ   การนวดบริเวณบั้นเอว   การลูบหน้าท้อง โดยพยายามเลี่ยงการฉีดยาแก้ปวด เนื่องจากอาจมีผลต่อทารกตอนคลอด                           

บริการที่คุณแม่จะได้รับจากห้องทำคลอด         

                               เมื่อปากมดลูกเปิดหมด แม่จะถูกนำมาสู่ห้องทำคลอด โดยทั่วไปผู้ทำคลอดจะแต่งตัวด้วยชุดเสื้อคลุม และสวมถุงมือยางที่สะอาด ปราศจากเชื้อ สวมหมวก แว่นตาและรองเท้า และผูกผ้าปิดปากปิดจมูก ทั้งนี้เพื่อป้องกันติดเชื้อนั่นเอง และเครื่องมือสำหรับทำคลอดก็อยู่ในสภาพสะอาดปราศจากเชื้อด้วยเช่นกัน บริการที่คุณแม่จะได้รับมีดังนี้

ดูแลให้ได้รับสารน้ำและยาทางหลอดเลือดดำ
ช่วยเหลือขณะเบ่งคลอด และกระตุ้นให้ผ่อนคลายเมื่อหยุดเบ่ง
เตรียมทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธ์ภายนอก แล้วปูผ้าสอาดปราศจากเชื้อ เหลือไว้ เฉพาะบริเวณปากช่องคลอด
      

ให้ยาชาเฉพาะที่ในรายที่จำเป็นต้องตัดฝีเย็บ

ช่วยทำคลอดศีรษะและลำตัวลูกน้อย • ช่วยทำคลอดรก และตรวจสอบความสมบูรณ์ของรกรวมทั้งเยื่อหุ้มทารก

ตัดสายสะดือทารก หยอดตา เช็ดตัวให้แห้ง และตรวจสภาพของลูกน้อยแรกเกิด 

ตรวจการฉีกขาดของช่องทางคลอดและเย็บซ่อมแซมฝีเย็บ

ให้ยาช่วยการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด

วัดชีพจร การหายใจ และความดันโลหิต

คุณแม่จะได้โอบกอดลูกน้อยและให้ลูกเริ่มดูดนมภายในเวลาครึ่งชั่วโมงหลังคลอด เพื่อสร้างความผูกพันธ์ และกระตุ้นการหลั่งน้ำนม (ดูรายละเอียดเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ )       

  บริการที่คุณแม่จะได้รับในห้องพักหลังคลอด           

                          ภายหลังที่คลอดเรียบร้อยแล้ว   คุณแม่จะต้องพักอยู่ในห้องคลอดต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ เช่น ตกเลือดหลังคลอด เป็นต้น บริการที่คุณแม่จะได้รับมีดังนี้       • การวัดอุณหภูมิของร่างกาย ชีพจร การหายใจ และความดันโลหิต
      • การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก และจำนวนเลือดที่ออกทางช่องคลอด
      • การดูแลเกี่ยวกับการขับถ่าย โดยเฉพาะอย่ายิ่งการขับถ่ายปัสสาวะ เพราะถ้ากระเพาะปัสสาวะเต็ม จะทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดี
      • การดูแลเกี่ยวกับแผลฝีเย็บ เพราะอาจมีเลือดออกจากแผล หรือมีเลือดคั่งได้
      • การดูแลเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป
      • เมื่อครบ 2 ชั่วโมงหลังคลอด หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือความผิดปกติใดๆ คุณแม่จะถูกนำไปพักฟื้นที่ตึกสูติกรรม จนกระทั่งปลอดภัยและแข็งแรงพอที่จะกลับบ้านได้                      
          

ข้อควรปฏิบัติสำหรับคุณแม่หลังคลอด       

                     แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทราบเมื่อรู้สึกว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดมากผิดปกติ ปวดแผลมากผิดปกติ หรืออ่อนเพลียหน้ามืดจะเป็นลม        ไม่กลั้นปัสสาวะไว้ เมื่อปวดควรขับถ่ายทันที     

http://www.sk-hospital.com/~ob/labor/prepare7.htm